Health PlusGlobal Laboratory
กลับไปข้อมูลสุขภาพ
2026-06-25อัปเดต 2026-07-20

ไขมันพอกตับ (MASLD): โรคเงียบของตับที่ควรรู้ก่อนเกิดพังผืด

ไขมันพอกตับหรือ MASLD มักดำเนินไปแบบเงียบ ๆ และพบร่วมกับภาวะเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน รอบเอวสูง เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง บทความนี้สรุปตั้งแต่ความหมาย สัญญาณเตือน กลุ่มเสี่ยง การตรวจคัดกรอง ไปจนถึงแนวทางดูแลตัวเองและจุดที่ควรพบแพทย์

ไขมันพอกตับ (MASLD): โรคเงียบของตับที่ควรรู้ก่อนเกิดพังผืด
ไขมันพอกตับหรือ MASLD มักดำเนินไปแบบเงียบ ๆ ค่อยเป็นค่อยไป และพบร่วมกับภาวะเมตาบอลิก เช่น น้ำหนักเกิน รอบเอวสูง เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง หลายคนจึงไม่รู้ตัวจนกระทั่งตรวจสุขภาพแล้วพบค่าตับผิดปกติ ข่าวดีคือหากพบเร็วในระยะที่ยังไม่มีพังผืดมาก ตับมีความสามารถในการฟื้นตัวสูง และการปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องช่วยพลิกสถานการณ์ได้จริง บทความนี้สรุปตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่เรียกว่าโรคเงียบ กลุ่มเสี่ยง การดำเนินโรค การตรวจคัดกรองและประเมินพังผืด แนวทางดูแลตัวเอง ไปจนถึงจุดที่ควรพบแพทย์ ประเด็นสำคัญ - MASLD (Metabolic dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease) เป็นชื่อสากลใหม่ที่ประกาศในปี 2023 โดยสมาคมโรคตับ AASLD และ EASL ใช้แทนคำเดิม NAFLD (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) เพื่อสะท้อนสาเหตุทางเมตาบอลิกและลดการตีตราเรื่องแอลกอฮอล์ - MASH (Metabolic dysfunction-Associated Steatohepatitis) คือชื่อใหม่ของ NASH ซึ่งเป็นระยะที่มีการอักเสบและเซลล์ตับถูกทำลายร่วมด้วย และมีโอกาสก้าวหน้าไปสู่พังผืดมากขึ้น - ระยะแรกมักไม่มีอาการ จึงพบได้บ่อยจากผลเลือดตับผิดปกติหรือภาพอัลตราซาวนด์ระหว่างการตรวจสุขภาพ - MASLD พบได้บ่อยมาก โดยประมาณการว่าราว 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะนี้ และพบสูงขึ้นมากในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หรือมีน้ำหนักเกิน - หัวใจของการดูแลคือค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมน้ำตาล ไขมัน และความดันไปพร้อมกัน และติดตามพังผืดในกลุ่มเสี่ยง 1. ไขมันพอกตับคืออะไร และทำไมปัจจุบันเรียก MASLD ไขมันพอกตับคือภาวะที่มีไขมัน (ส่วนใหญ่เป็นไตรกลีเซอไรด์) สะสมในเซลล์ตับมากเกินไป โดยทั่วไปนิยามว่ามีไขมันมากกว่าประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักตับ ในอดีตเรียกภาวะนี้ว่า NAFLD ซึ่งนิยามด้วยการ "ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์" แต่ในปี 2023 ผู้เชี่ยวชาญโรคตับทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้คำว่า MASLD เพื่อให้เกณฑ์วินิจฉัยยึดกับปัจจัยเมตาบอลิกที่มีอยู่จริง เช่น น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง น้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวาน ความดันสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ MASLD แบ่งเป็นสองรูปแบบหลัก รูปแบบแรกคือมีเพียงไขมันสะสม (steatosis) โดยยังไม่มีการอักเสบชัดเจน มักดำเนินไปช้าและไม่ค่อยลุกลาม อีกรูปแบบคือ MASH ซึ่งมีทั้งไขมัน การอักเสบ และการบาดเจ็บของเซลล์ตับร่วมด้วย รูปแบบหลังนี้เองที่มีโอกาสก้าวหน้าไปสู่พังผืดและภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า การแยกว่าอยู่รูปแบบใดจึงสำคัญต่อการวางแผนติดตาม 2. ทำไมจึงเรียกว่าโรคเงียบ ตับเป็นอวัยวะที่แทบไม่มีปลายประสาทรับความเจ็บปวดในเนื้อตับ และมีความสามารถสำรองสูงมาก จึงทำงานต่อไปได้แม้เริ่มมีไขมันสะสมหรือเอนไซม์ตับสูงเล็กน้อย หลายคนจึงไม่มีอาการในระยะแรกเลย บางรายอาจมีเพียงอ่อนเพลีย รู้สึกแน่นหรือตื้อบริเวณชายโครงขวา หรือไม่สบายท้องแบบไม่จำเพาะ ซึ่งง่ายต่อการมองข้าม เพราะโรคดำเนินเงียบ ๆ อาการที่ชัดเจนอย่างตัวเหลืองหรือท้องมานมักปรากฏเมื่อโรคเข้าสู่ระยะพังผืดมากหรือตับแข็งแล้ว การรอให้มีอาการก่อนจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดี โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเมตาบอลิก 3. ปัจจัยเสี่ยงและใครบ้างที่ควรคัดกรอง MASLD สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาวะดื้ออินซูลินและกลุ่มอาการเมตาบอลิก ควรใส่ใจเป็นพิเศษหากมีปัจจัยเหล่านี้ - น้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุงหรือรอบเอวสูง - เบาหวานชนิดที่ 2 หรือภาวะก่อนเบาหวาน โดยผู้ที่เป็นเบาหวานพบไขมันพอกตับได้สูงมาก - ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ - ความดันโลหิตสูง - ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือภาวะไทรอยด์ต่ำ - ประวัติคนในครอบครัวเป็นตับแข็งหรือโรคตับเรื้อรัง - เคยตรวจพบเอนไซม์ตับ AST, ALT หรือ GGT ผิดปกติ พันธุกรรมก็มีส่วน เช่น ยีน PNPLA3 บางรูปแบบสัมพันธ์กับความเสี่ยงและความรุนแรงที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือ MASLD เกิดได้แม้ดื่มแอลกอฮอล์ไม่มากหรือไม่ดื่มเลย จึงไม่ควรตัดความเป็นไปได้เพียงเพราะไม่ได้ดื่มหนัก 4. โรคดำเนินไปอย่างไร จากไขมันสู่พังผืด การดำเนินโรคเป็นลำดับขั้นที่เข้าใจได้ เริ่มจากไขมันสะสมในตับ (steatosis) ซึ่งในหลายคนอาจคงอยู่นานโดยไม่ลุกลาม เมื่อมีการอักเสบและเซลล์ตับบาดเจ็บร่วมด้วยจะกลายเป็น MASH การอักเสบเรื้อรังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืด (fibrosis) ซึ่งค่อย ๆ สะสมจากระดับน้อยไปมาก หากพังผืดลุกลามจนเนื้อตับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างถาวรจะกลายเป็นตับแข็ง (cirrhosis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับวายและมะเร็งตับ ที่ควรเน้นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ดำเนินไปถึงระยะรุนแรง และหลายขั้นตอนของโรคสามารถชะลอหรือแม้แต่ถอยกลับได้หากจัดการปัจจัยเมตาบอลิกได้ดี ระดับพังผืดคือปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์ระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่การประเมินพังผืดมีความสำคัญ มากกว่าการดูเพียงว่ามีไขมันในตับหรือไม่ 5. ตรวจอะไรได้บ้าง จากคัดกรองถึงประเมินพังผืด การประเมินมักเริ่มจากประวัติสุขภาพ การชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว วัดความดัน และตรวจเลือด - เอนไซม์และค่าการทำงานของตับ เช่น AST, ALT, GGT, bilirubin, albumin และเกล็ดเลือด - น้ำตาลสะสม HbA1c และไขมันในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงเมตาบอลิกร่วม - อัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อดูไขมันสะสมในตับ - คะแนนคัดกรองพังผืดแบบไม่รุกล้ำ เช่น FIB-4 ซึ่งคำนวณจากอายุ AST, ALT และเกล็ดเลือด ใช้แบ่งกลุ่มความเสี่ยงพังผืดเบื้องต้น - การตรวจความยืดหยุ่นของตับ (elastography) เช่น FibroScan ที่วัดความแข็งของเนื้อตับเพื่อประเมินพังผืดได้ละเอียดขึ้น การตรวจชิ้นเนื้อตับใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น เมื่อผลอื่นไม่ชัดเจนหรือต้องยืนยันระยะโรค การเลือกใช้แต่ละวิธีขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล 6. แปลผลเบื้องต้นอย่างไรโดยไม่ตื่นตระหนก ค่าเอนไซม์ตับสูงไม่ได้แปลว่าเป็นตับแข็งเสมอไป และค่าปกติก็ไม่ได้ตัด MASLD ออกทั้งหมด เพราะบางรายมีไขมันหรือแม้แต่พังผืดได้แม้เอนไซม์ปกติ สิ่งสำคัญคือดูภาพรวมทั้งหมด ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงเมตาบอลิก ระดับเอนไซม์ตับ ภาพอัลตราซาวนด์ เกล็ดเลือด และคะแนนความเสี่ยงพังผืด หากคะแนน FIB-4 หรือผล elastography บ่งชี้ความเสี่ยงสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคตับเพื่อประเมินระยะและวางแผนต่อ ไม่ควรด่วนสรุปหรือตกใจจากค่าใดค่าหนึ่งเพียงตัวเดียว 7. ดูแลตัวเองอย่างไรให้ตับดีขึ้นจริง แนวทางหลักที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดคือการปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักและอาหาร - ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไปหากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักราวร้อยละ 3 ถึง 5 ของน้ำหนักตัวช่วยลดไขมันในตับได้ ส่วนการลดราวร้อยละ 7 ถึง 10 ช่วยลดการอักเสบและพังผืด ควรตั้งเป้าลดอย่างช้า ๆ ประมาณสัปดาห์ละ 0.5 ถึง 1 กิโลกรัม เพราะการลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจทำให้ตับแย่ลง - ปรับอาหาร ลดน้ำหวาน น้ำผลไม้ เครื่องดื่มมีน้ำตาล ขนม และอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลและแป้งขัดสีสูง โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส เลือกรูปแบบอาหารใกล้เคียงแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นผัก ผลไม้ทั้งผลในปริมาณเหมาะสม ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา น้ำมันมะกอก และโปรตีนคุณภาพดี - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งแบบแอโรบิกและการฝึกกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อตับแม้น้ำหนักยังไม่ลดมากนัก โดยทั่วไปแนะนำกิจกรรมระดับปานกลางรวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ - นอนหลับให้เพียงพอ จัดการความเครียด และหากดื่มแอลกอฮอล์ควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยง เพราะเพิ่มภาระต่อตับ - ควบคุมเบาหวาน ไขมันในเลือด และความดันไปพร้อมกัน เพราะเป็นทั้งสาเหตุร่วมและปัจจัยที่ทำให้โรคก้าวหน้า การดูแลหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมก็สำคัญ เพราะผู้ที่มี MASLD มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นด้วย 8. ยา อาหารเสริม และการรักษา ต้องระวังอะไร เสาหลักของการรักษายังคงเป็นการปรับพฤติกรรมและการควบคุมปัจจัยเมตาบอลิก ในปี 2024 มียาตัวแรกที่ได้รับการรับรองแบบเร่งด่วนจาก FDA สหรัฐ คือ resmetirom (ชื่อการค้า Rezdiffra) สำหรับผู้ป่วย MASH ที่มีพังผืดระดับปานกลางถึงมาก (ระยะ F2 ถึง F3) และยังไม่เป็นตับแข็ง โดยต้องใช้ควบคู่กับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ยานี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และต้องสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณายาอื่นที่ช่วยเรื่องเบาหวานหรือน้ำหนักซึ่งมีผลดีต่อตับร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าซื้อยาลดไขมันตับหรืออาหารเสริม "ล้างตับ" มากินเอง เพราะสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจทำให้ตับอักเสบหรือรบกวนยาประจำตัวได้ ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ใดอยู่ 9. แผนติดตามผลที่ควรมี หลังเริ่มปรับพฤติกรรม ควรตั้งเป้าหมายที่วัดได้และติดตามอย่างเป็นระบบ เช่น น้ำหนัก รอบเอว ความดัน HbA1c ไขมันในเลือด และค่าเอนไซม์ตับ นัดติดตามซ้ำตามช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำ หากคะแนนพังผืดสูง ผลเลือดแย่ลง หรือมีโรคร่วมหลายอย่าง ควรพิจารณาประเมินพังผืดเพิ่มเติมและวางแผนดูแลระยะยาว การเห็นตัวเลขค่อย ๆ ดีขึ้นยังช่วยเสริมกำลังใจให้รักษาพฤติกรรมได้ต่อเนื่อง เมื่อไรควรพบแพทย์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหากมีปัจจัยเสี่ยงเมตาบอลิกร่วมกับผลเลือดตับผิดปกติ อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือแน่นชายโครงขวาเป็นประจำ และควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีสัญญาณเตือนของโรคตับระยะลุกลาม ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ท้องโตหรือท้องมาน ขาบวมสองข้าง อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ สับสนหรือซึมลง และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่ารอให้อาการรุนแรงก่อนจึงตรวจ หมายเหตุด้านความปลอดภัย บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาและการคัดกรองเชิงป้องกัน ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ และไม่รับประกันผลลัพธ์เฉพาะบุคคล หากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ใช้ยาหลายชนิด หรือมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก ยา หรืออาหารเสริมใด ๆ เชื่อมต่อกับบริการ Health Plus Global หากสนใจประเมินความเสี่ยงไขมันพอกตับ สามารถลงทะเบียนนัดตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและตรวจเลือดพื้นฐานกับทีม Health Plus Global เพื่อวางแผนคัดกรองตามความเสี่ยงของคุณ นอกจากนี้บริการตรวจยีน Genechecks ยังช่วยให้เข้าใจแนวโน้มเมตาบอลิกและปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล เพื่อประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยควรใช้ร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช่แทนการวินิจฉัยหรือรักษา แหล่งข้อมูลอ้างอิง - NIDDK - NAFLD/MASLD และ NASH/MASH ข้อมูลทั่วไป: https://www.niddk.nih.gov/health-information/liver-disease/nafld-nash - NIDDK - นิยามและข้อเท็จจริง: https://www.niddk.nih.gov/health-information/liver-disease/nafld-nash/definition-facts - NIDDK - การรักษาและการป้องกัน: https://www.niddk.nih.gov/health-information/liver-disease/nafld-nash/treatment - AASLD - แนวทางการดูแล MASLD ฉบับปรับปรุง: https://www.aasld.org/aasld-announces-update-metabolic-dysfunction-associated-steatotic-liver-disease-masld-practice - Mayo Clinic - MASLD อาการและการวินิจฉัย: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/fatty-liver-disease-masld/symptoms-causes/syc-20354567 - FDA - การอนุมัติ resmetirom (Rezdiffra) สำหรับ MASH: https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2024/217785s000lbl.pdf

ข้อมูลนี้เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ